ด่าสมีไชยบูลย์ได้บุญ


ต่อไปเป็นฝ่ายสนับสนุนผมบ้าง [IP: 91.18.9.143] 15 พฤษภาคม 2554 14:11

ขอสนับสนุนท่าน ดร. มนัส โกมลฑา ครับ ..ชื่นชมในความพยายามที่จะช่วยสัตว์ผู้บอดเขลา หลงผิดไปเสพส้องกับลัทธิของอลัชชีไชยบูลย์ เพราะเคยเสพส้องมิจฉาทิฏฐิลัทธิมานับภพชาติไม่ถ้วนแล้ว

 จึงแม้เกิดมามีบุญได้พบพระพุทธศาสนาที่ถูกแท้ก็ไม่ถือเอา ..กลับถูกตาข่ายแห่งมิจฉาทิฏฐิลากจูงไปสู่ลัทธิไชยบูลย์ และคงวนอยู่เช่นนี้แล้วๆ เล่าไปเหมือนขุดหลุมฝังตนไว้ในสังสารวัฏฉะนั้น

สัตว์เหล่านี้แม้ได้อัตภาพเป็นมนุษย์ด้วยกุศลเก่า..แต่กลับพาตนเข้าทางหายนะเช่นนี้ จึงเป็นได้เพียง "โมฆะบุคคล" หรือ "อภัพพสัตว์" คือ อาภัพจากมรรคผลนิพพานอันถูกต้อง..

ตกไปแล้ว จากพระพุทธศาสนาที่เหล่าผู้มีบุญอันตนทำไว้ดีแล้วในปางก่อนเท่านั้นจะพึงรับเอาได้..

อันธรรมดาสัตว์ทั้งหลายในโลก ผู้ที่เขลาบอดย่อมมีมากกว่าผู้ที่มีปัญญา เมื่อบอดเขลาแล้ว อย่าว่าแต่ท่าน ดร. มนัสเลย

แม้พระพุทธเจ้าก็ไม่อาจโปรดโมฆะชนเหล่านี้ได้.. ใครจะน่าสงสารเท่าคนพวกนี้ไม่มีอีกแล้ว ..

ขอเดชเเห่งคุณพระรัตนตรัยและกุศลทั้งหลายที่ท่าน ดร. มนัส โกมลฑาเจริญไว้แล้วด้วยดีปกปักรักษาท่าน

ให้มีความเกษมปลอดภัยจากภยันตรายแลโรคาพาธในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ ทั้งเจริญรุ่งเรืองด้วยปัญญาแกล้วกล้าในพระธรรมที่ถูกแท้ของพระพุทธเจ้า

จนสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้โดยราบรื่นรวดเร็วพลันครับ..

ผมตอบไป ดังนี้ (15 พฤษภาคม 2554 18:11)

เรียน คุณ [IP: 91.18.9.143]

คุณเคยเป็นโฆษกตามงานวัดไหม โฆษกที่ประชาสัมพันธ์ให้คนมาทำบุญน่ะ คุณเป็นได้เลย สำนวนภาษารื่นหู ต่อเนื่อง ได้เนื้อหา

บอกความลับอย่างหนึ่ง

ที่ผมทำอย่างนี้ ทำตามคำสั่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำ คือ หลวงพ่อท่านห่วงคนที่เข้าวัดพระธรรมกาย ท่านไม่ได้ห่วงไชยบูลย์หรอก อยากให้ตายเร็วๆ เสียด้วยซ้ำ

ท่านก็สั่งออกมาว่า "ให้ลูกศิษย์ทุกคนของคุณลุงไปแก้วิชาให้คนที่เข้าวัดพระธรรมกาย" มีคนรับงานนี้ หลายคน  คำว่า "แก้วิชา" ก็คือ ไปสอนคนที่เข้าวัดพระธรรมกายให้เป็นวิชา 18 กาย

หลวงพ่อสั่งผ่านคุณลุง คุณลุงก็ประกาศต่อไป ใครทำได้ก็จะได้บารมีมาก

ถ้าหลวงพ่อสั่งก็เหมือนกับพระพุทธเจ้าทรงสั่ง ถ้าทำงานนี้ได้ พระพุทธเจ้าจะทรงให้บารมีมากทีเดียว

พระพุทธองค์ท่านทรงมากำกับงานนี้เองเลย ผมก็รับคำสั่งมาด้วย คนที่รับคำสั่งมา ก็ทำงานตามที่ตนเองถนัด ต่างคนต่างทำ

วิธีของผมก็อย่างที่ทำนี่แหละ ก็มาเขียนบอกความไม่ชอบมาพากลของบุคลากรของวัดพระธรรมกาย

พวกสานุศิษย์ของวัดพระธรรมกายที่มา "ด่า" ผมบ้าง จะอัดถั่วดำผมบ้าง พวกนี้ไม่รู้เลยว่ากรรมหนักมากกๆ

ก็พวกนั้น เรียกหลวงปู่วัดปากน้ำ แต่ผมเรียกหลวงพ่อวัดปากน้ำ ผมก็เป็นศิษย์รุ่นใหญ่กว่า เป็นศิษย์อา ถ้าว่ากันตามหนังจีน

มาด่าศิษย์รุ่นใหญ่กว่าได้ยังไง.............

บางคนบอกว่า ทำไมไม่ไปยืนประกาศที่ศาลาใหญ่ๆ ของวัดพระธรรมกายเลยล่ะ

ผมก็บอกว่า ผมยังรักชีวิตมนุษย์อยู่ ยังไม่อยากทิ้งไปเร็วนัก ยัง "กวนบาทามาร" ไม่มากเท่าไหร่

รับรองไปยืนประกาศอย่างนั้น ไม่กี่นาที โดนเก็บแน่ พระรุ่นแรกๆ ของวัดพระธรรมกาย มรณภาพแบบมีเบื้องหลัง ไม่น้อยกว่า 2 รูปนะครับ

ถ้าถามว่า งานของผมทำนี่ ได้ผลไหม

คำตอบก็คือ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ คนของวัดพระธรรมกาย รู้และเข้าใจเป็นจำนวนมาก หลายๆ คน มาเรียนที่บ้านเธียรสวน และไม่เข้าวัดอีกเลย

หลายๆ คนก็เตรียมสอบเป็นวิทยากรแล้ว วันวิสาขบูชานี้ ก็มีการสอบวิทยากร

ต่อไปเป็นคุณ Zenmaster_T [IP: 110.168.176.228] 26 พฤษภาคม 2554 15:15

เข้ามาอ่าน จากลิงค์ พันทิปครับ ขอบคุณครับ


เพื่อยุติธรรม [IP: 82.145.210.26] 27 พฤษภาคม 2554 19:54

เอาเป็นว่า ขอให้ทุกท่านจงหยุดก็เป็นสายหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่ใช่หรอสู้อยู่เฉยๆ ไม่ดีกว่าหรือ? เถียงไปก็ไม่มีสิ้นสุดไม่มีประโยชน์หนักหมองเปล่าๆ

ผมตอบไป ดังนี้ (27 พฤษภาคม 2554 21:37)

คุณหยุดก่อนก็แล้วกัน.. คุณเพื่อยุติธรรม

อุเบกขา [IP: 125.25.166.178] 07 มิถุนายน 2554 22:09

พอดีผ่านมาทางเวป pantip ค่ะ เอ่ออออ ผ่านบ่อยนะค่ะวัดพระธรรมกายเนี่ย แต่ไม่เคยเข้าค่ะ

เพราะว่า ไม่กล้าเข้า ความรู้สึกว่า มันใหญ่เกินไปมั้งค่ะ เข้าไปแล้วไม่รู้จะไปเริ่มต้นตรงไหน 5555

ตัวดิฉันเอง ก็ ไม่เคยเข้าวัดพระธรรมกาย ไม่เคยฝึกวิชาธรรมกายหรอกค่ะ จึงไม่รู้แนวทางคำสอน เคยได้ยินแต่คนอื่นเล่ามา

อ้ออ เกือบลืมค่ะ เมื่อสมัยเด็กๆ มีกลุ่มคณะนึงมาสอน ไม่แน่ใจว่า วิชาธรรมกายรึเปล่า ที่ให้เห็นดวงแก้วเหนือสะดือ อ่ะค่ะ

แต่ว่า เป็น ฆราวาส มาสอนนะค่ะ ก็ ตอนนั้น เด็กมากค่ะ ประมาน ป.3 ได้มั้งค่ะ แต่ก็เห็นนะค่ะ ดวงแก้ว

แต่ว่าหลังจากนั้น ก็ไม่ได้ศึกษาเลย แต่เคยมีคนมาเล่าให้ฟังถึงวัดพระธรรมกายค่ะ

มาชวนทำบุญรึเปล่า ไม่แน่ใจ เพราะไม่ได้ตั้งใจฟัง 555

เค้าบอกว่า ยิ่งบริจาคเงินเยอะ ยิ่งได้บุญเยอะ แล้วที่น่าแปลกก็คือ บริจาคมากเท่าไหร่ ครั้งต่อไปจะมีเงินมาบริจาคมากขึ้นกว่าเดิม

เคยได้ยิน ในทางด้านลบมาเยอะ วัดพระธรรมกาย แต่ไม่กล้าวิจารณ์ ค่ะ เพราะว่ายังไม่เคยไปสัมผัสด้วยตัวเอง

กลัวว่าจะเป็นการปรามาสค่ะ

ในส่วนตัวดิฉัน ปฏิบัติตามแนวทางของ หลวงพ่อพระมหาวีระถาวโรค่ะ หรือว่า หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง ค่ะ

หลวงพ่อท่านเคยเล่าให้ศิษยานุศิษย์ ของท่านฟังว่า สมัยที่หลวงพ่อฤาษี ท่านเรียนกับหลวงปู่ปานวัดบางนมโค

ตอนนั้นหลวงพ่อฤาษีท่านไม่เชื่อ จึง ส่งหลวงพ่อไปเรียน เรื่อง นิพพาน กับหลวงปู่สด วัดปากน้ำภาษีเจริญ

ได้ฟังวิธีที่หลวงปู่สด ท่านสอนเรื่องนิพพาน ให้กับหลวงพ่อฤาษีแล้วทราบซึ้งมากค่ะ

ส่วนใหญ่ เท่าที่เห็น พระสุปฏิปันโน ท่านไม่ได้สอนสิ่งใดแก่พุทธบริษัทเลย นอกจากเรื่องนิพพาน ท่านเน้นเรื่องนิพพาน

ไม่ได้เอา สวรรค์ มาเป็นตัวล่อ ค่ะ

ผมตอบไปดังนี้ (07 มิถุนายน 2554 22:25)

เรียน คุณอุเบกขา [IP: 125.25.166.178] คุณอายุเท่าไหร่..

ถ้าไม่มากนัก กลุ่มวิทยากรที่ไปสอนคุณ น่าจะเป็นกลุ่มวิทยากรของคุณลุงการุณย์ บุญมานุช

ปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าชอบในสายหลักๆ คือ พุทโธ นะมะพะทะ นี่ผมรับได้นะ

สำหรับสายยุบหนอพองหนอนี่ ถ้าไม่กล่าวหาสายปฏิบัติธรรมอื่นว่า "เป็นสมถะ" อย่างเดียว ของตนเป็นวิปัสสนา ก็พอยอมรับได้

ผมใช้วิธีการของสายยุบหนอพองหนอเป็นประจำ เพราะติดมาจากการบวชที่วัดอัมพวัน

สะดวกสายไหนก็ทำไปเถอะครับ

ถูกทุกสายที่กล่าวมาทั้งหมด ที่มาเถียงกัน หน้าดำหน้าแดง ก็เพื่อที่จะอธิบายว่า "สายของฉันถูกกว่าของคุณ" เท่านั้น


Fxjanova [IP: 171.98.118.173] 26 กันยายน 2554 18:29

.....................เทพสไน.........................

peterpan [IP: 119.160.165.72] 09 ตุลาคม 2554 18:26

หลวงปู่ชาท่านสอนว่า ยิ่งเรียนสูง ปริญโท ปริญญาเอกเป็น ศาสตราจารย์ กิเลสมันก็เป็นศาสตร์จารย์ตามเงา เพราะทิฎฐิมานะตนเองสูงโดยที่ตนหารู้ตัวไม่

ผมตอบไป ดังนี้ (09 ตุลาคม 2554 21:41)

แล้วยังไงต่อล่ะปีเตอร์แพน

จักรแก้ว [IP: 124.122.216.133] 10 ตุลาคม 2554 16:56

ขออนุโมทนาบุญบารมีกับ ดร. มนัสด้วยครับ ที่เปิดปัญญาของคนที่หลงอยู่กับมารไชยบูรณ์

ผมคิดไว้แล้วว่า ผมจะเผยแพร่บทความของอาจารย์ และเขียนบทความวิจารณ์วัดนี้ในกรณีต่างๆ

(หวังได้บารมี ตามคำสั่งหลวงพ่อวัดปากน้ำด้วยครับ อิอิ)

ผมตอบไป ดังนี้ (10 ตุลาคม 2554 17:18)

คุณจักรแก้ว

ด่าไชยบูลย์อย่างผมนี่ อาจจะไม่ได้บารมี ผมด่าเอามันของผมเองแหละ แต่ถ้าเราตั้งใจว่า เราจะนำสิ่งที่ถูกต้องไปเผยแพร่ให้กับพุทธศาสนิกชน

โดยไอ้เวรตะไลมารสมีไชยบูลย์โกหกไว้อย่างไร เราก็ไปแก้ไข อย่างนี้ได้บุญแน่ ถือว่าเป็นการให้ธรรมะเป็นทานแบบหนึ่ง

ถ้าอยากได้บารมีมากๆ จริง ก็ต้องอธิษฐานใจต่อหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า จะแก้ไขวิชาให้ถูกต้อง

ตอนนี้ถ้าอยากได้บารมีจริงๆ ก็ต้องเอาคนของวัดพระธรรมกายมาเรียนวิชา 18 กายอย่างถูกต้อง เพราะ ถ้าไม่เรียนวิชา 18 กาย จะไม่หลุดจากการพลิกธาตุธรรมของมาร

ที่ไหนก็ได้ อาจจะเป็นวัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามก็ได้ อันนี้ได้บารมีมากๆ แน่ เพราะ หลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งให้ทำ เป็นนโยบาย

นโยบายนี้ หลวงพ่อไม่ได้สั่งให้ผมทำ เพราะ รู้ว่า ผมเกลียดสาวกมารสมีไชยบูลย์

ผมตั้งตาตั้งตาสาปแช่งอย่างเดียว หลวงพ่อคงรู้ เลยสั่งให้คนอื่นทำหน้าที่นี้




วัดไม่ผิด แต่คนในวัดผิด


ต่อไป คุณร่วมด้วยช่วยกัน [IP: 183.88.246.152] 12 พฤษภาคม 2554 08:25 เข้ามาให้ความเห็น ดังนี้

ผมเป็นคนหนึ่งนะครับที่ชอบปฏิบัติธรรม ก็ได้ทราบข่าวคราวต่างๆ เหมือนกัน (การเผยแผ่ธรรมตามแนววิชชาธรรมกาย) จากที่ฟังจากปากคนอื่นด้วย (อันนี้ฟังหูไว้หู ไม่คล้อยตาม) รู้เอง เห็นเองด้วย

ที่จะร่วมแสดงความเห็นด้วยนี้ จะใช้ธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นไม้บรรทัดครับ  แทนความเห็นจากใจ และร่วมกับความรู้ และความเห็นที่เป็นกลางไม่กระทบใคร (เอาธรรม-วินัยของศาสนากลั่นกรอง)

วัดธรรมกายผมก็เคยไปนะครับ ได้ร่วมกิจกรรม ปฏิบัติธรรม ได้ยิน ได้ฟัง (เอง) ได้เห็น(เอง) ครับไม่มั่วครับ

     วัดธรรมกายมีปณิธานยิ่งใหญ่ ที่จะนำสัตว์โลกไปพระนิพพาน (ไปเป็นคนสุดท้าย) หลายๆท่านก็คิดจะไปเป็นคนสุดท้ายกันครับ รวมทั้งเพื่อนผมด้วย ก็จะ(แข่ง)ไปคนสุดท้ายเหมือนกัน แต่คนสุดท้ายมีคนเดียว (มีตั้งแต่สองคนขึ้นไป ไม่ใช่สุดท้าย) นี่คือความตั้งใจ เป็นที่ทราบกันหมด จึงทำงานสร้างบารมีกัน จะเอาสัตว์โลกไปนิพพาน มันต้องมีบารมี ยิ่งเป็นคนสุดท้ายด้วยก็ตรองดูกันครับ

พระพุทธเจ้าภาคโปรดสัตว์ จะเอาสัตว์ไปพระนิพพานต้องมีบารมี  วัดพระธรรมกายก็เริ่มกันตรงนี้เเหละครับ  "ทานบารมี"  ทุกๆๆคน ต้องมีเสบียงเอาไว้เลี้ยงตัว รวมทั้งบริวาร ถ้าไม่มีเสบียง หนทางข้างหน้ากันดาร ลำบากในการทำบารมีข้ออื่นๆ  (นี่คือความคิด อุดมการณ์ที่ทำ)  ทานบารมีอย่างเดียวที่เน้น และให้ความสำคัญ (วิธีการจะเป็นไปตามครรลองครองธรรม แค่ไหน แต่ละท่านพิจารณาได้) ต้องรวย เหลืออยู่เหลือใช้ มากมายก่ายกอง  ทานบารมีของวัด คือ การบริจาคเงิน

ถ้าเอาธรรมวินัยพิจารณาแล้วนะครับ  การให้ มีสิบอย่าง ให้ข้าวให้น้ำ ให้เครื่องนุ่งห่ม ให้ยา ให้ยานพาหนะ ฯลฯ  ให้นัยตา...  ถือว่าเป็นการให้  ผู้ให้ก็ชอบ ผู้รับก็ชอบ ได้อานิสงส์สมบูรณ์  ให้ของชอบใจก็ย่อมได้ของชอบใจ ให้ของประเสริฐก็ถึงฐานะประเสริฐ

วัดธรรมกายฝึกให้คนบริจาคทาน (ด้วยเงิน) อาจจะขัดใจหลายๆท่านที่ มีศัทธา กับวิธีการที่เป็นของตนเองอยู่แล้ว   ไม่ถูกกับใจผมเหมือน  กว่าจะถวายผ้าไตรได้ ตั้งขบวน ทำพิธีเนิ้นนาน รอใจจดใจจ่อ  (ถวายผ้าไตรมันนานจัง)

บางครั้ง มีการปล่อยสัตว์ รอปล่อยปลา ปล่อยปลาไหล ผมเห็นแล้วสงสารปลาไหล ทางคณะซื้อมาตั้งแต่สองสามวันที่แล้ว เอามาขังไว้  พอถึงวันจะปล่อย มันตายก่อน  (เพราะพิธีมาก)  แทนที่จะได้ชีวิต กับตายก่อน !!!  สังเกตุดูไม่มีใครละเอียดมองเห็นข้อนี้  ชื่นชมยินดีมันตอนเทลงน้ำอย่างเดียว ไม่เห็นมันตาย  (ถ้าเป็นผมปล่อยมันตั้งแต่ซื้อมันมาแล้ว  ปลาไหลหลายๆๆตัว [ที่มันตาย] มันคงดีใจทันที ที่มีคนมาปล่อยมัน) 

อยากให้ทาน แต่ขาดปัญญา ว่าสัตว์เขาเดือดร้อนเพราะทานของตน

กุศลโลบายในการทำให้คนอื่นให้ทานนั้น  จะเป็นเงินฯ  (คนไม่มีตงค์มองตาปริบๆ ปนกับความน้อยใจ)  การอนุเคราะห์คนให้รู้จักให้ทานนั้น ก็จะได้เฉพาะคนรวยๆๆ !!! คนจน... มีทรัพย์พอใช้จ่าย ก็เป็นส่วนประกอบในพิธี จัดโซนไว้ให้อยู่ เป็นสัดส่วน

คนที่เข้ามาบวชนั้น จบ ปริญญาตรีขึ้นไป  เพื่อนผมทำบุญกับวัดธรรมกายมากมาย ทุ่มเท เป็นผู้นำบุญ  มีศรัทธาอยากบวชและจำพรรษาที่วัดธรรมกายนั้น  หมดสิทธิ์เลย จบแค่ ม.๖ (น่าสงสาร และน่าเห็นใจ) ต้องไปบวชวัดอื่น และจำพรรษาวัดอื่น คนใจบุญขนาดนี้ ยังถูกทอดทิ้ง แต่เพื่อนก็ยังรักวัดธรรมกายครับ เลือกคนที่เป็นประโยชน์กับวัดมากกว่า การช่วยเหลือ อนุเคราะห์ สงเคราะห์ กุลบุตร (การให้ข้อหนึ่งที่ขาดไป...)

พิจารณาด้วยธรรมวินัย  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อนุเคราะห์ สงเคราะห์ สัตว์โลก ไม่เลือกชั้น วรรณะ แม้แต่ พระเทวทัต  ก็ทรงอนุเคาระห์ สงเคราะห์  เพราะทรงมองเห็นเหตุปัจจัยเกื้อกูลที่ดี เป็นบุญเป็นกุศล ในภายภาคเบื้องหน้า พระองค์ไม่ทรงละเลย

การสร้างสมประสบการณ์ในการให้ทาน ฝึกให้เป็นผู้นำ (บุญ) มีการบังคับ สั่ง  ไม่ประกอบด้วยศรัทธา ทำเพราะจำใจที่ต้องทำ  ทำไม่ได้ตามที่สั่งมา ผู้นำบุญนั้น คลักกระเป๋าตัวเอง (ทุกราย) แล้วบุญก่อนทำด้วยใจที่ศรัทธาอยากจะให้ มีมาแต่ที่ไหน สำหรับบางท่านที่ไม่ควักกระเป๋าตัวเอง หรือไม่มีทรัพย์นั้น ก็มีทางออกให้เลือก อย่างที่ท่านทั้งหลายอาจจะทราบแล้วว่า มีทางออกอย่างไร ? (ดีไม่ดีอย่างไร ผลออกมาอย่างไร? ไม่ทราบได้)  แต่หลายท่านเดือดร้อน !!! คนรอบข้างเดือดร้อน พ่อ แม่ ญาติ ฯลฯ เดือนร้อนแม้กระทั่งควาย วัว สัตว์ ฯลฯ ที่ต้องถูกขายไป เพราะความไม่รู้จักประมาณในตน อยากทำทานแต่ขาดปัญญา (การให้สติข้อหนึ่งที่ขาดไป...  ถ้ารวยมีเงินมีทองไม่เดือดร้อนก็ทำไป)

บารมีข้ออื่น ศีลบารมี เนกขัมบารมี จนที่สุด คือ อุเบกขา ไม่เน้น (เอาไว้บำเพ็ญกันในภพๆ ต่อไป)

เป็นเรื่องของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าภาคโปรดสัตว์  ก็ทำกันไปสั่งสมกับไปครับ

เรื่องการเผยแผ่ด้านปฏิบัติ (วิชชาธรรมกายชั้นสูง) ก็ไม่ต้องกล่าวแล้ว ไม่เน้นฯ  ทานบารมีมาก่อน  ตุนเสบียงไว้ให้มากๆ เท่าที่จะทำได้ ทุกวิถีทาง บารมีข้ออื่นไปเน้นกันในภพเบื้องหน้า

ก็ประกอบเหตุ สังเกตผล สนใจเถิด ประเสริฐนักฯ (ทำอะไรไว้ ก็สังเกตผลมัน เอาเองนะครับ ตอนนี้ยังไม่รู้ รู้ตอนตายแล้ว)

ร่วมด้วยช่วยกัน [IP: 183.88.246.152] 12 พฤษภาคม 2554 08:56

ท่าน ดร. ก็อย่าไปกล่าวโทษทางวัดเลยครับ  มันเป็นวิธีการและจริต ปณิธานของทางวัดที่คิดไว้ดีแล้ว และกำลังทำ  (ไม่ถูกต้อง ไม่สมควร มันเกินงามก็ ไปแนะนำที่วัดเลยครับ แนะนำให้ทำให้ถูก ลูกศิษย์หลวงปู่สดฯจะได้เลิกรบกัน)

ของท่าน ดร. ก็ภาคปราบมาร คณะทำงานก็ต้องเป็นวิชชาให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ก็บำพ็ญบารมีแบบภาคปราบ ท่าน ดร.คงทราบดี

แต่ละฝ่ายก็ทำหน้าที่ของตนเองให้ดี อย่าให้บกพร่อง  ตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ พระอริยสงฆ์ เราก็ฟันธงไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์ มีกิเลสด้วยกันทั้งนั้นแหละ !!!

ตราบใดที่ยังต้องเกิดอีก ต้องบำเพ็ญบารมีอยู่ ที่ต้องทำทุกภพทุกชาติ คือ

สัมมัปปธาน ๔  ธรรมปฏิบัติของผู้มุ่งปฏิบัติธรรมชั้นสูง คือ

เพียรระวังไม่ให้บาปอกุศล ภารมาร เกิดขึ้น ทางใจคิดชั่ว ทางวาจาพูดชั่ว ทางกายทำชั่ว

กิเลสมารต่างๆ ที่นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดาน ทั้งที่รู้ว่ามี และไม่รู้ว่ามีในใจ  เพียรกำจัดให้หมดไป

เพียรสร้างบารมีตามความปรารถนาของตน ปรารถนาอะไรไว้ ก็ทำตามธรรมวินัย ทำตามพระพุทธเจ้า ตามพระอรหันต์ เพราะท่านปฏิบัติได้ผมมาก่อนแล้ว ไม่ต้องไปเชื่อใคร !!!

รักษาบุญบารมี คุณความดีที่ตนสร้างไว้ แต่ร้อยชาติพันชาติ อย่าให้เสื่อมถอย รุดหน้าไป จนกว่าจะไปพระนิพพาน

ร่วมด้วยช่วยกัน [IP: 183.88.246.152] 12 พฤษภาคม 2554 09:02

ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นห่วงวิชชาธรรมกาย
มิใช่มาคอยจับผิด หรือมาว่าของใครดีไม่ดี ของใครเจ๋งไม่เจ๋ง ของใครจริงไม่จริง ของใครงานใหญ่ไม่ใหญ่ ใครรู้มากรู้น้อย หรือทางใครทางมัน ต่างคนต่างทำ อย่ามายุแยงแตกแยก มันมิใช่เช่นนั้น ตรองดูให้ดีๆนะครับ ผมเองมีข้อมูลที่ทางวัดพระธรรมกายผิดพลาดไปบ้างตามประสาปุถุชน ผมคงไม่ขอนำมากล่าวในที่สาธารณะหรอกครับ แต่ขอสรุปเป็นประเด็นย่อๆอีกทีว่า เรื่องวิชชา วัดพระธรรมกายได้รับถ่ายทอดจากแม่ชีจันทร์ซึ่งเป็นแม่ชีรุ่นน้อง ไม่เหมือนสายอื่นๆที่เขาได้รับวิชชาจากหลวงปู่สดโดยตรงและจากพระมหาเถระผู้เป็นเสาหลักของวิชชาธรรมกายและแม่ชีผู้ใหญ่ แต่วัดพระธรรมกายกลับชอบยกยอว่าวิชชาของตนเองดีที่สุด เรื่องหลักปริยัติ วัดพระธรรมกายไม่สามารถชี้แจงหลักสมถะวิปัสสนาสติปัฏฐาน ให้นักวิชาการเถรวาทยอมรับได้ แถมโดนสวนกลับแบบหมดภูมิ ผิดกับที่เจ้าคุณวัดหลวงพ่อสดฯท่านเป็นนักวิจัยเก่า ได้วิจัยธรรมจนพระมหาเถระและนักวิชาการเถรวาทยอมรับ เรื่องการบอกบุญ วัดพระธรรมกายควรบอกบุญแบบเหมาะสมกว่านี้ มิใช่ให้ผู้คนหลงงมงายในปาฏิหาริย์ของทานมากเกินไป เพราะมันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่สามารถกำหนดได้เหมือนกันทุกคน ผมไม่ได้บอกว่าผิด แค่แนะนำให้ปรับ อย่าให้ดูแรงเกินไป ถามว่าสายอื่นๆถ้าเขาจะบอกบุญแบบแรงๆเขาก็ทำได้ แต่เขาไม่ทำ เขาทำแบบเหมาะสมๆ ถ้าเขาทำเขาก็คงมีเสบียงพันล้านหมื่นล้านได้ไม่ยาก และไปตั้งสาขาทั่วโลกได้เช่นกัน แต่เขาไม่ได้บอกบุญแรงขนาดนั้น ส่วนวัดพระธรรมกายถนัดเรื่องการบอกบุญก็เอาเถิด แต่อยากให้ปรับให้เหมาะสมๆกว่านี้ เรื่องการเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกนั้น เป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง แต่มิใช่การที่จะมากล่าวว่านี้คืองานของภาคปราบ มันคนล่ะส่วนกัน เพราะหากสำนักใดมีเงินมีบุคคลากรก็สามารถทำได้กันทั้งนั้น ศาสนาอื่นๆเช่นคริตส์ มุสลิม เขาไประดับโลกก่อนเราเป็นร้อยๆปีแล้วครับ เรื่องการเผยแผ่ไปทั่วโลกเนี่ย เราจะบอกว่าเขามีวิชชาภาคปราบไหมล่ะครับ (คนล่ะเรื่องกับภาคมารส่งสมบัติให้นะครับ ในบริบทที่พูดนี้ หมายเอาการบริหารการเผยแผ่ศาสนาที่เก่ง) นัยยะทางวิชชา คือการคำนวนธาตุธรรมมาเป็น รบ ทำงาน ตรวจงาน เผยแผ่ กองเสบียง ความจริงมีนัยยะทางวิชชามากกว่านี้ ภาคปราบคือวิชชารบ (วัดพระธรรมกายทราบแต่ศัพท์ รบ เผยแผ่ และกองเสบียง และนี่มีนัยยะทางวิชชาด้วย มิใช่แค่หลักหน้าที่เฉยๆ) อย่าไปวนๆเวียน อยู่แค่เรื่อง ใครแน่จริงใครไม่แน่จริง หรือทางใครทางมัน พวกเราเป็นห่วงวิชชาธรรมกายกันเถิด เห็นแก่ส่วนรวมครับ


ผมตอบไป ดังนี้ (12 พฤษภาคม 2554 09:04)

เรียน คุณร่วมด้วยช่วยกัน [IP: 183.88.246.152]

ขอบคุณมากที่มาช่วยกันเผยแพร่ความไม่ชอบมาพากลของไชยบูลย์ มีข้อเพิ่มเติม ดังนี้

1) การสร้างบารมีที่ดีที่สุด และมีคุณภาพที่สุดคือ การปฏิบัติธรรมตามสายวิชาธรรมกาย และไม่ต้องกลัวว่า ถ้าปฏิบัติธรรมแล้วจะ "ไม่มีกิน" ในกาลข้างหน้า

การที่เราจะมีกิน หรือไม่มีกิน หรือมีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลในกาลข้างหน้านั้น ปัจจัยหลักไม่ได้อยู่ที่การทำทานอย่างเดียว การทำทานเป็นปัจจัยที่ส่งผลน้อยมาก

ปัจจัยสำคัญก็คือ "จักรพรรดิ" [รายละเอียดเกี่ยวกับจักรพรรดิ ไปหาอ่านในหนังสือปราบมาร 1-5] ถ้าเรามีจักรพรรดิคู่บารมีมาก เรื่องทรัพย์สมบัติไม่ต้องพูดถึง เรามีกินมีใช้แน่ๆ และสมบัติดังกล่าวนั้น เป็นสมบัติของธรรมภาคขาวด้วย คือ ไม่มีโทษเลย

ธรรมภาคดำ หรือภาคมาร เขาก็ให้สมบัติได้เช่นเดียวกัน ให้มากๆ ด้วย แต่สมบัติเหล่านั้นจะมีโทษภายหลัง

แต่ขอบอกว่า ใครก็ตามที่จะสามารถถึงขั้นปฏิบัติธรรมได้ คนๆ นั้น ต้องให้ทาน และถือศีลมาก่อน ไม่งั้นทำกันไม่ได้แน่ๆ แต่จะมากหรือน้อยนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

2) การทำความดีของคนหรือความชั่วของมนุษย์นั้น ถ้ามนุษย์นั้น เป็นปุถุชนจริงๆ คือ เกิดมาเพื่อเป็นเพื่อนร่วมโลกกับสัตว์อื่นๆ จริงๆ บุญทานไม่สนใจ แต่ก็ไม่ทำบาปกรรมใดๆ แบบเจตนาทำ อยู่แบบนักปรัชญาหรือพวกวัตถุนิยมโดยทั่วๆ ไป

พวกนี้ตายไปถึงรู้ตัวว่า "อ้าว ซวยแล้ว..ไม่ทำความดีเอาไว้เลย"

แต่ถ้าบุคคลใดก็ตาม ปฏิบัติธรรมอย่างถึงที่สุด เรียกว่า "ตายยอมตายกัน" และปฏิบัติธรรมถูกต้องตามหลักการของพุทธเถรวาทด้วย

เขาเหล่านั้น จะมีสิทธิ์รู้ที่มาที่ไปทั้งของตนเอง และของผู้อื่นด้วย

โดยสรุป
ไชยบูลย์อยากได้เงินชาวบ้านไปบำรุง .... ของตัวเอง จึงบิดเบือนคำสอนของศาสนาและคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่ต้องการให้คนเห็นดวงธรรมเห็นกายธรรม ไปเป็นเพียงทำ "ทาน" แต่เพียงอย่างเดียว

และด้วยกิเลสที่มีมากมายมหาศาลจึงใช้เล่ห์เหลี่ยมสารพัดสาระเพที่ทำให้ประชาชนควักกระเป๋าออกมา แม้กระทั่งขายทรัพย์สมบัติ แม้กระทั่งยุให้แตกแยกกับครอบครัวก็มี

อยากได้บุญบารมีที่ถูกต้องปฏิบัติธรรมเถอะครับ ถูกที่สุด ได้บารมีสูงสุด ปฏิบัติอยู่ในบ้าน อยู่กับครอบครัวนี่แหละ

ถ้าจะมาฝึกกับพวกผม พากันมาทั้งครอบครัวเลยครับ พวกผมชอบ เลี้ยงอาหารกลางวันฟรีด้วย

ผมไป "ไถ" มาจากเพื่อนวิทยากรด้วยกันครับ.... ไม่ใช่บุคคลภายนอก

ผมตอบไปอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้ (12 พฤษภาคม 2554 09:33)

เรียน คุณร่วมด้วยช่วยกัน [IP: 183.88.246.152] อีกครั้งหนึ่ง

เมื่อกี้นี้ เขียนพร้อมกันเลย แต่ของคุณร่วมด้วยช่วยกัน ออกมาก่อน

ผมขออนุญาตแสดงความเห็นโต้แย้งคุณร่วมด้วยช่วยกัน ดังนี้

มิใช่มาคอยจับผิด หรือมาว่าของใครดีไม่ดี ของใครเจ๋งไม่เจ๋ง ของใครจริงไม่จริง ของใครงานใหญ่ไม่ใหญ่ ใครรู้มากรู้น้อย หรือทางใครทางมัน ต่างคนต่างทำ อย่ามายุแยงแตกแยก มันมิใช่เช่นนั้น ตรองดูให้ดีๆนะครับ

ข้อความนี้ ยังจับไม่ถนัดว่าคุณร่วมด้วยช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ใคร  ขอยืมนิสัยนักการเมืองแก้ตัวล่วงหน้าเอาไว้ก่อนว่า

ผมมาชี้แจงความไม่ชอบมาพากลของไชยบูลย์ "เฉยๆ" นะครับ  ผมไม่ได้มายุแยงให้พวกวิชาธรรมกายแตกแยกกันนะครับ

เอาความจริงมาบอก และป้องกันตัวเองในกาลข้างหน้าด้วย

คุณร่วมด้วยช่วยกัน ผมจะฟันธง/confirm เอาไว้เลยว่า เมื่อไหร่ไชยบูลย์ตาย  โจกท์ทั้งหลาย ที่จองกันไว้  จะออกมาให้ข้อมูลที่ยังไม่กล้าให้ตอนนี้กันเพียบ

ไชยบูลย์โจกท์เยอะ  มากกว่าที่จองกฐินของวัดปากน้ำอีก

ตอนนี้แหละ  พวกสื่อมวลชนตัวดีทั้งหลาย จะต้องออกมาพูดว่า "พวกสายวิชาธรรมกายด้วยกัน ทำไมไม่ออกมาบอกประชาชนกันบ้าง"

ถ้าเป็นจริงอย่างที่ผมคาดคะเนนี้  ผมก็รอดตัวแหละครับ  ผมบอกมาตั้งนานแล้ว......... ไปหาอ่านเอาเอง

ผมเองมีข้อมูลที่ทางวัดพระธรรมกายผิดพลาดไปบ้างตามประสาปุถุชน

ตรงนี้ ผมขอยังเต็มที่แบบเอาหัวชนฝาให้ทะลุไปอีกฝั่งหนึ่งเลย  ไชยบูลย์เป็นคนของมารครับ กายละเอียดดำสนิทแบบนิลเลย

ไม่ใช่ผิดพลาดไปบ้างตามประสาปุถุชน

ขอสรุปเป็นประเด็นย่อๆอีกทีว่า เรื่องวิชชา วัดพระธรรมกายได้รับถ่ายทอดจากแม่ชีจันทร์ซึ่งเป็นแม่ชีรุ่นน้อง ไม่เหมือนสายอื่นๆที่เขาได้รับวิชชาจากหลวงปู่สดโดยตรงและจากพระมหาเถระผู้เป็นเสาหลักของวิชชาธรรมกายและแม่ชีผู้ใหญ่

ตรงนี้ปัญหาใหญ่เกิดจาก "คุณยายจันท์" อ่านหนังสือไม่ออกครับ  เลยไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาได้

แต่วัดพระธรรมกายกลับชอบยกยอว่าวิชชาของตนเองดีที่สุด เรื่องหลักปริยัติ วัดพระธรรมกายไม่สามารถชี้แจงหลักสมถะวิปัสสนาสติปัฏฐาน ให้นักวิชาการเถรวาทยอมรับได้ แถมโดนสวนกลับแบบหมดภูมิ

ไชยบูลย์มีเจตนาหาเงินน่ะครับ..เรื่องวิชานั้น ผมวิพากษ์วิจารณ์ไป 10 ตอนแล้วมั้ง พวกนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย หาอ่านเอาได้แถวๆ นี้

ส่วนวัดพระธรรมกายถนัดเรื่องการบอกบุญก็เอาเถิด แต่อยากให้ปรับให้เหมาะสมๆ กว่านี้ เรื่องการเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกนั้น เป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง แต่มิใช่การที่จะมากล่าวว่านี้คืองานของภาคปราบ มันคนล่ะส่วนกัน

ผมก็เพิ่งรู้นะว่า พวกวัดพระธรรมกายเขาสอนว่า การเรี่ยไรบ้าเลือดนั้น เป็นงานของภาคปราบ  อยากจะหัวเราะให้สะเทือนไปถึงหัวแม่เท้า  ...แบบขำมาก..... หัวเราะทีไขมันลดเป็นกิโล

ดวงธรรมไม่เคยเห็น กายธรรมไม่เคยเห็น  หนังสือของหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่เคยอ่าน แล้วจะมา "สะเออะ" คุยว่า เป็นภาคปราบ  ปราบเงินในกระเป๋าประชาชนละก้อ..ใช่แน่..

โดยสรุป

คุณร่วมด้วยช่วยกัน ที่ผมมาเขียนที่นี่ ผมต้องการเผยแพร่ความถูกต้องของวิชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำนะครับ  ไม่มีเจตนาอื่น

แล้วผมก็พุ่งไปที่ "แหล่งกระทำความผิด" แต่เพียงอย่างเดียว คือ บุคลากรของวัดพระธรรมกายเท่านั้น

วัดนั้นไม่ผิด แต่คนมันผิด..

ปล. ระหว่างผมเขียนอยู่นี้ ความเห็นอันที่สามของคุณร่วมด้วยช่วยกันก็ขึ้นมาอีก ผมรับฟัง แต่ขี้เกียจแก้ข้อเขียนตรงนี้แล้ว

ข้อเขียนของคุณร่วมด้วยช่วยกัน อันที่หนึ่งโผล่มาก่อน ผมเขียนตอบไปแล้ว พอจะส่งของผม อันที่สามโผล่ขึ้นมา

พอจะตอบอีกที อันที่สองก็โผล่ขึ้นมา  มันไม่เรียงลำดับ แปลกดีเหมือนกัน

เอาไว้แก้วันหลังก็แล้วกัน ถ้าผมผิดพลาด  555555555...เอิ๊ก..





ไชยบูลย์เผาคู่มือสมภาร


คุณพุทธศาสนิกชน [IP: 113.53.201.42] 16 เมษายน 2554 20:03 ยังเข้ามาถามอีกครั้ง ดังนี้

ขอบคุณมากๆสำหรับคำตอบครับ....ดร. ครับ สำหรับผมเอง ณ ตอนนี้ ผมก็ยังพูดเหมือนครั้งที่เคยต่อต้านวัดพระธรรมกายเมื่อนานมาแล้ว....ก่อนที่แม่จะชวนผมไปศึกษาเรียนรู้ที่นั่นน่ะแหล่ะครับ

ผมเคยพูดไว้ว่า...ที่ไปนั้น...เพราะเค้าว่ากันว่าที่นั่นทำงานเผยแผ่เจตนารมณ์ของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี ทุกครั้งที่กราบก็จักกราบพระรัตนะตรัยและหลวงพ่อวัดปากน้ำ....

แต่ทำอย่างไรได้ครับเมื่อไปศึกษาเรียนรู้แล้วก็ชักใจอ่อน...ต่อความพร้อมเพรียง...เป็นระบบระเบียบแลดูเรียบร้อยน่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง...ผิดกับงานบุญทั่วไปที่เราเห็นที่มีแต่การเลี้ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์...แลดูเละเทะ...

แต่ที่นั่นเค้าดูสะอาดสะอ้าน...ดูมีความพร้อม...อีกอย่างที่ทำให้เปลี่ยนใจในตอนนั้นคือ....สื่อครับ...dmc เผยแผ่ไปทั่วโลกเลย....วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ จดหมาย..เรียกว่าชนิดเข้าถึงมุ้งเลยทีเดียว...

ในใจเลยบอกกับตัวเองว่า เค้าก็คงมีดีอยู่ไม่น้อยจึงขยายงานไปได้ทั่วโลกง่ายๆ เช่นนี้...มีครั้งแรกแล้วจึงมีครั้งต่อๆ มาจนเข้าไปช่วยงานในองค์กรอย่างเต็มความสามารถและซึมซับความดีงามมาพร้อมกันนั่นแหล่ะครับ...

.บันทึก ของ ดร.ตรงใจผมหลายประการมากเลยเช่น

....ในเรื่องพระในอาวาส...

พระท่านส่วนใหญ่แล้วก็ควบคุมงานโยธาและทำงานองค์กรนี่แหล่ะครับ...นานๆ จะได้พากันหาโอกาสไปนั่งหลับตาบนพนาวัตรบ้าง ในศูนย์ปฏิบัติธรรมของวัดบ้างเรียกว่า ทำงานหยาบก่อนแล้วไปเติมความละเอียดคู่กัน

...ในเรื่องการสั่งสมบุญ....

ผู้คนที่ไปทำบุญส่วนใหญ่แล้วจะมีพื้นที่นั่งที่แตกต่างกัน เช่น เจ้าภาพบรมเศรษฐี ก็ โบว์สัญลักษณ์สีนี้ลำดับที่เท่านี้, เจ้าภาพมหาเศรษฐี ก็มี โบว์ สัญลักษณ์อีกสีนึงพร้อมลำดับ และเจ้าภาพจุลเศรษฐีก็มีโบว์สัญลักษณ์อีกสีหนึ่งพร้อมลำดับ

ในการเข้าร่วมทั้งริ้วขบวนอัญเชิญ ทั้งการจัดลำดับพื้นที่นั่งในการถวายสังฆทานเมื่อยามที่พระมาจากทั่วประเทศ เป็นต้น...

ส่วนคนทั่วไปที่ไม่มีโบว์ล่ะ? ก็มีโซนพื้นที่นั่งร่วมพิธีร่นถอยกันลงมาตามลำดับ อีกทั้งอาหารการกินและอาสนะก็แตกต่างกันอีกด้วยในการบริการความสะดวก

มีผู้คนไมน้อยมีความรู้สึกน้อยอกน้อยใจรวมถึงน้อยเนื้อต่ำใจที่ทำได้ไม่เท่าเจ้าภาพหลายๆท่าน

....ในเรื่องการเข้าถึงพระสงฆ์....

สาธุชนโดยทั่วไปไม่อาจจะซักถามข้อสงสัยคาใจต่างในการปฏิบัติธรรมหรือแจ้งผล...บอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ภายในให้ผู้นำวัดอย่างพระราชภาวนาวิสุทธิ์ท่านฟังได้

เนื่องจากไม่มีปัจจัยที่จะบูชาธรรมน้อมถวายและไม่สามารถเข้านมัสการได้โดยปกติเหมือนเจ้าอาวาสวัดอื่นๆโดยทั่วไป...มีเพียงกลุ่มเจ้าภาพต่างๆเท่านั้นที่ท่านสามารถบอกเล่าและซักถามได้

.....เรื่องการบอกบุญ....

เรียนอย่างนี้ครับ....ทางวัดเองจะระมัดระวังเรื่องการบอกบุญการร่วมบุญมากๆ...จะจัดเจ้าหน้าที่เป็นหน่วย ISO คอยตรวจสอบการบอกบุญของแผนกต่างๆอย่างเข้มงวด.

จะห้ามมิให้ตั้งจุดร่วมบุญย่อยตามสถานที่ต่างๆ หรือการออกตระเวณบอกบุญนอกเหนือนโยบายวัด...เพราะทางวัดจัดให้มีตู้รับบรุิจาคทานอยู่เป็นจุดๆ..และมีออฟฟิตที่ทำหน้าที่รับบริจาคทานอยู่เป็นกิจลักษณะและรับใบอนุโมทนาบัตร......

แต่ที่เราๆเห็นเค้าออกเรี่ยรายบ้างตั้งบูทบอกบุญบ้างทั้งภายในวัดและนอนสถานที่....นั่นก็คือเจ้าหน้าที่ ที่อยากจะหาปัจจัยถวายต่อทางวัดเลยทำทุกวิถีทางครับ. จึงเป็นอะไรที่แลดูยุ่งเหยิงพอควรเลยทีเดียว..

มีครั้งหนึ่งผมทำงานที่แผนกหนึ่งในวัดนะครับ...ก็ตั้งจุดร่วมบุญในวันบุญใหญ่ที่มีผู้คนมาจากทั่วทุกมุมประเทศ...พอบอกบุญไปได้ปัจจัยพอสมควรปรากฏว่า ISO มาครับขอยึดกล่องรับบริจาคและเก็บหลักฐานพิจารณากันในที่ประชุมในภายหลัง...

นี่เป็นอีกประการครับที่บางที่หลายท่านอาจเห็นการถือกล่องเรี่ยรายในสถานที่ประชุมชนและบูทเล็กบูทน้อยที่จัดให้มีของที่ระลึกให้ร่วมบุญภายในวัด....ตรงนี้วัดเค้าก็ระมัดระวังคนจะมองไม่ดีมั้งครับ

อันนี้ไหนๆ ก็คุยๆ กับ ดร. แล้วผมก็เล่าๆ สู่กันฟังครับในฐานะที่นับถือบูชาหลวงปู่สดเหมือนกัน

เอ่อ....ดร.ครับ....ผมขอถามอีกซักเรื่องสิ....(คำถามผมอาจเยอะไปหน่อยนะครับ...ทั้งนี้ก็เพราะผมยังเหลืออีกมากมายหลายเรื่องที่ยังคลุมเครืออยู่และอยากเรียนถาม....อย่าพึ่งว่าผมโง่นะครับ....เพราะรู้อยู่ว่าโง่ในความหมายของ ดร. ในความเข้าใจของผมก็คือทำไมยังไม่รู้อีกทำไมยังไม่เข้าใจกันอีก)

อยากเรียนถามเรื่อง พระมหาสิริราชธาตุ ครับ

ว่ากันว่าเป็นธาตุกายสิทธิ์มีความศักดิ์สิทธิ์และอานุภาพมาก ทางวัดนำมาทำเป็นพระของขวัญครับ สวยงามมากๆ เลยทีเดียว ดร. คงจะเคยเห็นผ่านๆ มาบ้างแล้ว...

เค้าจะทำเป็นล็อกเก็ตครับ...ประดับรัตนะชาติสวยงามต้องตาต้องใจครับ...ทำบุญทีก็ล้านนึงบ้างล้านกว่าๆ บ้างครับจึงจะได้มาตรึกระลึกนึกถึงบุญที่ทำ

พระสิริมหาราชธาตุประกอบไปด้วย

- คำแก้วมณี มีสีดั่งทองคำแต่ใสเหมือนแก้ว กรมทรัพยากรธรณีเอาไปตรวจพบแร่ทองคำครับและเหล็กกล้าสามารถดูดติดได้ ว่ากันว่ามีอานุภาพดึงดูดสมบัติจักรพรรดิ์และเป็นที่มานอนแห่งทรัพย์ทั้งมวล

- พญาเหล็กเพชรดำ มีสีดำขลับเลยครับดำเลยแต่มีความใสเหมือนนิล....ว่ากันว่ามีอานุภาพปัดเป่าอุปสรรคและบันดาลให้ผู้ครอบครองผ่านพ้นอุปสรรคนานาได้โดยง่าย

- สิทธิธาตุ มีสีแดงระเรื่อดุจดั่งพระอาทิตย์ในยามอัสดง เป็นธาตุที่เสมือนความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรือง

รวมสามธาตุนี้ ท่านเรียกพระมหาสิริราชธาตุ ว่าอย่างนั้นครับ

ดร. เห็นว่ายังไงบ้างครับจัดเป็นแร่ในทางรัตนะชาติที่มีกายสิทธิ์อยู่ในเรือนท่านหรือไม่

เพราะครั้งหนึ่งผมเองเคยคิดที่จะเก็บหอมรอมริบเพื่อที่จะหามาเป็นเจ้าของสักองค์....แต่ก็ล้มเลิกความตั้งใจไป เพราะว่าคิดว่าพระที่บ้านมีเยอะแล้ว

และพระจริงหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็บอกว่าอยู่ในตัวเรา...ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยากลำบากขวนขวายหามาเลย...ดร. คงให้ความกระจ่างในคำถามนี้นะครับ

ผมตอบไป ดังนี้ (16 เมษายน 2554 21:11)

ที่ว่า พระสิริมหาราชธาตุศักดิ์สิทธิ์นั้น  ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่  แต่เท่าที่นำเอาของวัดพระธรรมกายมาตรวจสอบดู

ส่วนใหญ่มีความศักดิ์สิทธิ์น้อยมาก

ถ้าถามว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งเหล่านี้ ใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด  คำตอบก็คือ จักรพรรดิที่อยู่ภายในจะเป็นตัวชี้วัด

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพุทธทุกอย่างทุกประการ รวมถึงอนุสาวรีย์ทั้งหมด ที่มีการบวงสรวงบูชา จะมีจักรพรรดิอยู่

ถ้ากายจักรพรรดิข้างในใส ละเอียด ใหญ่ ก็จะมีความศักดิ์สิทธิ์มาก

หลักการทั่วๆ ไป เป็นอย่างนี้

- คำแก้วมณี มีสีดั่งทองคำแต่ใสเหมือนแก้ว กรมทรัพยากรธรณีเอาไปตรวจพบแร่ทองคำครับและเหล็กกล้าสามารถดูดติดได้ ว่ากันว่ามีอานุภาพดึงดูดสมบัติจักรพรรดิ์และเป็นที่มานอนแห่งทรัพย์ทั้งมวล

ความศักดิ์สิทธิ์ของทองคำ สู้รัตนะชาติ เช่น พลอย โป่งข่าม หินจุยเจีย เพชร ฯลฯ ไม่ได้ครับ  ยิ่งใสยิ่งดี

- พญาเหล็กเพชรดำ มีสีดำขลับเลยครับดำเลยแต่มีความใสเหมือนนิล....ว่ากันว่ามีอานุภาพปัดเป่าอุปสรรคและบันดาลให้ผู้ครอบครองผ่านพ้นอุปสรรคนานาได้โดยง่าย

อันนี้ ฟันธง "มาร" ชัดๆ  ของสีดำ เช่น นิล เป็นต้น  และ เหล็กไหลนั้น  อย่าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเป็นเด็ดขาด

มารตัวจริงเสียงจริงของแท้และดั้งเดิม ไชยบูลย์มั่วไปหมด

- สิทธิธาตุ มีสีแดงระเรื่อดุจดั่งพระอาทิตย์ในยามอัสดง เป็นธาตุที่เสมือนความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรือง

อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน

ของพวกนี้ ถ้าคุณผ่านวิชา 18 กาย คุณสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองครับ  สามารถคุยและ ซักถามจักรพรรดิที่อยู่ภายในได้

เด็กนักเรียนของผมทำได้ทุกคน  แม้กระทั่งเด็กตาบอด  ไม่ได้หมายถึงนักศึกษานะครับ

ว่างๆ ผมจะไปสอนวิชาธรรมกายตามโรงเรียนต่างๆ  หมายถึง เด็กนักเรียนเหล่านั้น

นักศึกษาก็สอนเหมือนกัน แต่สอนหลักสูตร 4 กายธรรม ไม่ได้สอนวิชาชั้นสูงให้

อยากได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้คุ้มครอง ไปเดินดูตามเยาวราช  เห็นหินจุยเจียใสๆ  ไม่ต้องราคาแพงหรอกครับ  หาเช่าไว้ (จักรพรรดิไม่ชอบให้ใช้คำว่า "ซื้อ")

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดพระธรรมกายไม่ค่อยศักดิ์สิทธิ์เท่าไหร่นัก  คือ จักรพรรดิท่านเห็นว่า  ผู้ทำมีเจตนาไม่ค่อยบริสุทธิ์ท่านจึงไม่ค่อยไปอยู่

ผมเพิ่งรู้นะครับว่า บางชิ้นมีราคาเป็นล้าน

คุณพุทธศาสนิกชน [IP: 113.53.93.194] 18 เมษายน 2554 22:24 เข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้

ดร. ครับ.... คำถามมาอีกแล้ว...

ในเว็บกัลยาณมิตร http://www.kalyanamitra.org/book/index_dhammabook_detail.php?id=50 มีคู่มือสมภารครับ

ชื่อหนังสือ คู่มือสมภาร ลำดับเรื่อง : น.ส.ฉลวย สมบัติสุข จำนวนหน้า 105 หน้า

ไม่ทราบว่าตรงกับของ ดร. หรือไม่อย่างไร และหากตรงกันมีส่วนใดไหมที่เหมือน ที่ตรง ที่คล้าย ที่เป็นไปในทางเดียวกัน และของ ดร. หาอ่านได้ที่ไหนครับ


ผมตอบไป ดังนี้ (18 เมษายน 2554 23:35)

เรียน คุณพุทธศาสนิกชน [IP: 113.53.93.194]

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งเลย ผมหาหนังสือเล่มนี้มานานแล้ว เพิ่งพบนี่แหละ พยายามค้นใน google ก็ไม่พบ

ที่หา มีความเป็นมาอย่างนี้

คุณยายฉลวย เคยเอาหนังสือคู่มือสมภารต้นฉบับเลย ไปถวายไชยบูลย์ ตอนนี้ไชยบูลย์เอาเผาไฟเรียบ

ตอนที่เผาไฟ คงให้ลูกศิษย์ไปเผา จึงมีคนรู้เรื่องหลายคน อดีตพระเมตตานันโทก็รู้เรื่องนี้ดี

คงมีลูกศิษย์ถามถึงเหตุผลว่า "เผาทำไม" ไชยบูลย์ก็แก้ตัวว่า "หนังสือเล่มนี้หลวงพ่อไม่ได้เขียนเอง"

ผมเคยวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้ว บันทึกไหนจำไม่ได้แล้ว ถ้าใช้หลักเกณฑ์นี้ พระไตรปิฎกก็เผาได้ เพราะ พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงเขียนเอง

แต่ก็มีคนมาเถียงในบันทึกของผมที่กล่าวนั้นว่า ไชยบูลย์ทำหนังสือคู่มือสมภารแจกเป็นหมื่นเล่ม ผมก็เลยพยายามหามานาน

เท่าที่ตรวจสอบดูคร่าวๆ เป็นฉบับเดียวกันครับ คงไม่กล้าทำเนื้อหาให้ตกหล่น แต่ไม่เคยมีการน้ำเนื้อหาสำคัญของหนังสือคู่มือสมภารมาสอนในวัดพระธรรมกาย

ลองอ่านดูเลยครับว่า บทบัญญัติต่างๆ ใน ในวัดพระธรรมกายมีใครทำได้ มีใครพูดถึงกันบ้าง

อย่างไรก็ดี หนังสือคู่สมภารนี้ ไม่มีใครอ่านเข้าใจแล้วว่า จะต้องปฏิบัติอย่างไร ดังนั้น ในการอ่านจึงต้องอ่านควบคู่กันไปกับหนังสือของคุณลุงการุณย์ บุญมานุช ที่นำมาหนังสือของหลวงพ่อมาขยายความ

ผมมีหนังสือของหลวงพ่อกับคุณลุงทุกเล่ม scan ใส่ซีดีไว้ เขียนที่อยู่ที่ส่ง ปณ. ได้มาที่นี่ komoltha4299@gmail.com ผมจะส่งไปให้อ่าน

ตอนนี้ผมได้เขียนบันทึกเรื่อง "ไชยบูลย์สอนผิดอย่างไร" ขอให้ไปอ่านเปรียบเทียบดูด้วย

หนังสือคู่มือสมภารที่ไชยบูลย์จัดทำขึ้นเล่มนี้ ไชยบูลย์นำไปอ้างอิงในการเขียนที่ผมนำมาวิเคราะห์ด้วย แต่เอาอ้างเฉพาะเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวกับบทบัญญัติทางวิชาเลย

ลองอ่านและเปรียบเทียบดู ใช้หลักเหตุผลให้มาก วางตัวเป็นกลางๆ ไว้ก่อน แบบสมมุติว่า คุณไม่รู้จักใครเลย ไม่ว่าไชยบูลย์หรือผม

ลองอ่านแล้วใช้หลักการของเหตุผลดู ใช้เหตุผลให้มากด้วย เอาความลำเอียงออกไปให้หมด

แล้วก็ตัดสินใจไปตามที่คุณคิด อย่าไปเชื่อคนอื่น แล้วตัดสินใจตามเขา

ผิดถูกอย่างไร เราก็ยังภูมิใจว่า "เราติดสินใจเอง"